ชื่อเรื่องอยู่ท้ายบรรทัด
เรื่องอ้างอิงจากเรื่องจริงผสมจินตนาการ
ขณะที่ล้อเครื่องแตะรันเวย์ หัวใจผมรู้สึกได้ถึงความกังวลใจและเพียงฝ่าเท้าได้สัมผัสพื้นอันร้อนระอุ มันช่างต่างจากผืนดินที่ผมพึ่งจากมา สิ่งหนึ่งของผู้คนทั่วไปเมื่อได้กลับสู่แผ่นดินเกิด คือการได้สูดกลิ่นไอดินของความอบอุ่น ไอรักของความคิดถึงบ้าน แต่ที่ผมสัมผัสได้ในตอนนี้คือไอแห่งความรุ่มร้อน หาใช่ไออุ่นไม่ อากาศหนาวจากประเทศตรุกีประเทศที่ผมจากมา ช่างแตกต่างเสียเหลือเกิน เพียงได้ยินเสียงเครื่องบินแล่นออกจากสนาม ใจผมอยากจะเกาะเครื่องบินแล้วออกไปจากพื้นแผ่นดินไทยเสียเหลือเกิน
ผมจำใจหันหลังให้กับยักษ์ปีกใหญ่ จำใจเดินเข้าสู่อาคารต้อนรับผู้โดยสาร ตอนนี้หัวใจของผมได้โบยบินไปกับเครื่องบินแล้ว หัวใจที่ผมลอยออกไปยังดีที่มีเส้นด้ายเล็กๆผูกติดไว้ ความหวังในตอนนั้นคือ สักวันลูกโป่งหัวใจคงลอยไปแล้วพาผมออกไปจากที่นี่ด้วย หัวใจมันจะลอยไปไหน สำหรับผมช่างมันเถอะ ผมไม่เคยสนใจหรือคาดหวังอะไรทั้งนั้น
ตอนนี้ความรู้สึกเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่ ขณะที่ผมเดินเข้าสู่อาคาร เงินในกระเป๋าไม่เหลือเลยสักบาท สิ่งเดียวที่ต้องทำคือดูเงินในตู้ธนาคาร คิดไว้น่าจะเหลือสักเจ็ดพันบาท อย่างน้อยอยู่อย่างประหยัดน่าจะหาทางรอดได้สักหนึ่งเดือน ความตื่นเต้นกำลังกลบความเบื่อหน่อย แต่เมื่อเปิดดูเงินในเอทีเอ็ม ความตกใจกลับเข้ามาแทนที่แทน เงินเหลือเพียง 2,800 บาท เป็นตัวเลขที่น่าหดหู่สำหรับคนที่รู้ว่าไม่มีงานทำแน่นอน สิ่งหนึ่งที่ทำได้ในตอนนี้ เราต้องไปยังที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ผมตัดสินใจไปยังหอพักนักศึกษาที่คนไม่รวยเรียนกัน
และมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นคำตอบสุดท้ายในตอนนี้
ผมขึ้นรถรับส่งสนามบินตรงไปที่ที่ผมรู้แล้วว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด ขณะนี้คิดได้เพียง ขอออกจากสนามบินให้ได้ก่อนก็พอ และแล้วผมเดินทางถึงจุดหมายได้สำเร็จ ในหัวของผมต้องหาหอพักที่ถูกที่สุด ผมเจอยายคนหนึ่งดูท่าทางใจดีแนะนำหอพักได้ในราคา
1,000 บาท ผมไม่แปลกใจเรื่องราคา
ความยากจนของผู้คนที่แสวงหาโอกาสในชีวิตของคนไทย คือมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ที่แห่งนี้มีคำตอบให้คนไม่มีโอกาส คนที่ไม่มีสตางค์ใช้จ่ายมากมาย
มีหอพักราคาถูก
มีบริษัทมากมายแปะติดประกาศเพื่อหาพนักงานที่ต้องการเรียนและทำงานพร้อมกัน
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ของถูก ถูกใจผมที่สุดคือของถูกไม่เคยทำให้เราประหลาดใจ
ผมไม่เคยผิดหวังหอพักราคาหนึ่งพันบาท เปิดห้องเข้าไปเจอห้องเล็ก เตียงไม้
ตู้เสื้อผ้า ผมไม่ผิดหวังอะไรสักอย่าง คิดอย่างเดียว
ผมโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องกางเต้นนอน
ผมนั่งเครื่องบินเป็นเวลาเกือบสิบชั่วโมง
ผมไม่รู้สึกถึงการพักผ่อนหรือได้นอนหลับสักนิด คนอื่นอาจจะอยากนอนหลับพักผ่อนเอาแรง แล้วคิดว่าพรุ่งนี้เราค่อยมาคิดต่อกันจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี แต่สำหรับผมไม่ใช่
เงิน 2,800 บาท หักค่าห้องพัก 1,000 บาท เหลือ 1,800 บาท ผมต้องซื้อของใช้อีก ผมไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น
ผมต้องรีบหาเงินนั้นหมายถึงผมต้องมีงานทำ ผมหางานตั้งแต่หกโมงเย็นไปจนถึงเกือบสามทุ่ม
เดินผ่านที่ไหนมีที่รับสมัครงาน ผมจดไว้หมด คิดไว้คือพรุ่งนี้ผมต้องโทรหาบริษัทเหล่านั้นให้ได้
อาจเป็นความโชคร้ายที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุด แต่มันมีความโชคดีที่ผมได้นอนหลับพักผ่อนอย่างจริงจังก็ได้
ชีวิตคืนแรกดำเนินไปอย่างปกติ ได้พบคนข้างห้องซึ่งแนะนำงานรปภ.ให้
ผมเคยตั้งคำถามน่ะ รปภ.ยาม การ์ด ซีเคียวริตี้แตกต่างกันตรงไหน
ผู้คนในสังคมชอบความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเป็นโอกาส ความเสอมภาค
แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
แต่ผู้คนเหล่านั้นกลับใช้การกระทำมากกว่าคำพูดในการแบ่งแยกชนชั้นในภาคสังคมไทย
ไม่มีข้อยกเว้นกระทั้งภาษาที่ใช้ เราสร้างคำว่ายาม คนใช้ หรือแม้กระทั่งคำว่าลาวให้ดูด้อยค่าลง
หรือพวกคุณจะเถียงว่าสิ่งที่ผมพูด มันไม่จริง
ผมสมัครเป็นยาม ณ บริษัทหนึ่ง
ได้แวะซื้อกาแฟจากผู้หญิงข้ามเพศนางหนึ่ง บังเอิญเหลือบเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง เรื่องสั้นเกี่ยวกับนิยายรัก ดีเลยผมชอบอ่านเรื่องสั้น
นิยายรักผมไม่ค่อยอ่านเท่าไร
แต่ขออ่านไว้แก้เซ็งในยามที่ไม่มีทีวีหรือสมาร์ทโฟนดีกว่า ผมคิดแบบนั้น ผมพูดกับตัวเองพร้อมหยิบมันพลิกหน้าหลัง
“ขอยืมนะครับ” ผมพูดกับคนขาย
“ได้ค่ะ” เป็นคำตอบของนาง
“ขอบคุณครับ” นั่นคือคำตอบอย่างง่ายในการตอบแทนใครสักคนในสังคม
ผมหยิบหนังสือมาอ่านเป็นหนังสือใช้ภาษาได้สละสลวย
มีความละเมียดของภาษา ช่วงแรกคิดไว้น่าจะเป็นหนังสือรักของหนุ่มสาว อ่านได้เพียงไม่กี่ตอน ได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าหนังสือรักทั่วไป
เป็นความรักที่ไม่เคยเห็นแค่ตัวเองกับคนอีกคนหนึ่ง แต่เป็นความรักที่มอบแด่คนรอบข้าง
ไม่ว่าเพื่อน ครอบครัว สัตว์เลี้ยง แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้า
ช่างเป็นรักที่งดงามเสียกระไร
ผมเป็นยามที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ผมกลับเห็นความเกลียดชังของผู้คน
ลูกค้าบางคนกัดจิกผม พนักงานพูดกระแทกใส่ผม ผมมองแล้ว “ความรักของผู้คนแห่งนี้
ได้ทำหล่นหายแล้ว” ฉะนั้นก่อนผมทำงาน ผมจะเติมความรักให้เต็มก่อนเพราะรู้ว่าเมื่อมาทำงาน
ผมจะทำความรักหล่นหายด้วยการตอกกลับคนเหล่านั้น
หนังสือเล่นนี้จึงเติมเต็มหัวใจให้ผมอยู่เสมอ
ผมเคยนอนคิด ชีวิตตัวเองต้องมาเป็นยาม อาชีพที่ผู้คนมองอย่างไร้ค่า
เพราะไม่ต้องใช้ใบปริญญาเป็นพรมสู่เก้าอี้เบาะนุ่มพร้อมเครื่องทำความเย็นในชุดสูททะหมัดทะแมง รูปภายนอกที่แต่งแบบนั้นเพียงเพื่อให้ลูกค้าให้เห็นคุณค่าของพนักงาน และเป็นการเพิ่มราคาของลูกจ้างให้ลูกค้าได้เห็นว่า
คุณช่างดูภูมิฐานและน่าเชื่อถือแค่ไหน ชุดยามจึงไม่ต้องถูกปรุ่งแต่งด้วยรสชาติของความโก้หรู ดูจืดธรรมดา
ถึงแม้ใส่เน็คไทก็ไม่ได้ช่วยเสริมคุณค่าอย่างไร หากผู้คนได้รู้ข้อมูลคุณเป็นยาม
ในขณะที่ผมทำงานได้เพียงอาทิตย์กว่า การนอนในห้องเล็ก ใช้ห้องน้ำรวม
ทำงานในที่ผู้คนมองว่าไร้การศึกษา ผมเคยคิดชีวิตแย่ชะมัด
เงินก็ไม่มีเอามือถือจำนำ ทานอาหารต้องประหยัดคิดทุกอย่างใช้เงินอย่างไรให้ถึงวันเงินเดือนออก ผมเป็นยามที่ดูไม่มีค่าอะไร ถึงอย่างไรก็ตาม ผมทำงานอย่างจริงจังเสมอ
บางครั้งการกดบัตรคิวให้ลูกค้าช่างเป็นงานที่ง่ายเสียเหลือเกิน แต่ผมมองว่า “งานจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ
ผมทำงานให้ผู้อื่นเห็นว่า งานของคุณมีคุณค่าเสมอ”
ความตั้งใจของผม อาจทำให้คนรอบข้างมองไม่เห็นต้องจริงจังขนาดนั้น
แต่ผมจริงจังทุกครั้ง แม้กระทั่งเก้าอี้ หากเห็นไม่เป็นระเบียบเมื่อลูกค้าลุกจากไป
ผมชอบจัดให้มันเข้าที่เสมอ สิ่งที่ผมทำใครจะมาสนใจ ลูกค้าคนไหนสนใจเก้าอี้จะวางแบบไหน
หากลายเส้นชีวิตของมนุษย์อยู่บนฝ่ามือ สามารถดูได้ใครจะก้าวหน้า
ใครจะตกต่ำ ลายมือของผมคงเหมือนรูปภูเขา แต่ก่อนเวลาพนักงานคนใดที่ต้องการปีนเขาและไต่เต้าในองค์กร
ผู้คนเหล่านั้นมักเงยหน้ามองไปด้านบนเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครปีนเขาด้วยการมองข้างล่างอย่างสม่ำเสมอ
เดี๋ยวนี้กราฟชีวิตของผมได้วิ่งดิ่งลงมาในระดับแนวราบ
ตอนนี้ผมมองเห็นลายเส้นชีวิตของคนในแนวเดียวกัน มองเห็นแม่บ้านในตอนเช้า
เห็นพนักงานต้อนรับที่ต้องมาพร้อมผม ผมมองคุณลุงเช็ดขอบบันไดเลื่อน “ใครจะสนล่ะ” เมื่อก่อนผมขึ้นลงบันไดเลื่อน
ผมไม่เคยสนใจขอบบันไดเลื่อน หรือกระจกรอบห้าง ผมมองมันก็แค่กำแพงกระจกธรรมดา
บัดนี้ ผมเริ่มก้มมองขอบบันไดเลื่อนแล้ว อืมม.....คุณลุงเช็ดได้สะอาดดี กระจกรอบห้างดูใสดี
คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ต่อเมื่อคุณอยู่ในแนวเส้นเดียวกัน และจะเห็นอีกครั้งเมื่อคุณขึ้นไปอยู่บนยอดเขา เมื่อปีนได้ที่สูงสุด
คุณจะย้อนหันหลังกลับมองมาด้านล่างอีกครั้ง แต่เชื่อผมเถอะ สิ่งที่พวกคุณเห็นไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้เหมือนผมที่เห็นในเส้นแนวเดียวกัน “โชคดีจัง” ผมได้เห็นการทำงานของพนักงานเหล่านี้ ซีอีโอไม่โชคดีได้เห็นเหมือนที่ผมเห็นหรอก ผมแค่ล้อเล่น ผมปลอบใจตัวเองว่าผมเป็นคนโชคดี แต่ผมไม่หลอกตัวเองหรอก
งานของผมเหมือนคนเหล่านั้น ดูไร้ความหมายในสายตาของคนอื่น คนที่อยู่เหนือระดับเรา ผมตั้ง-คำถาม
ผมจะจริงจังจัดเก้าอี้ให้ดูเป็นระเบียบเพื่ออะไร แผ่นประกาศเวลามีคนหยิบจนไม่เป็นระเบียบ
ผมชอบจัดมันให้เข้ารูป จนดูเหมือนทหารที่ไม่มีใครสักคนกล้าแตกแถว
ใครจะเห็นสิ่งเหล่านี้ เหมือนคุณลุงที่เช็ดขอบบันไดเลื่อน
หรือพนักงานที่เช็ดกระจก คุณเชื่อเหรอ คนระดับเถ้าแก่
คนที่มีฐานเงินเดือนมากกว่าผมหลายเท่าจะเห็น
จนกระทั่งวันหนึ่ง นิยายเรื่องสั้นที่ผมอ่าน
ผมได้อ่านตอนหนึ่งมีประโยคหนึ่งของเรื่องนี้พูดว่า “ฉันเป็นสาวนักธุรกิจทีมีเหตุมีผล
ทำอะไรทำจริงและเอาจริงเอาจัง ผู้ซึ่งมีแต่โอกาสรออยู่” ความโชคดีเหลือเกินที่ได้อ่านประโยคนี้
อ่านแล้วเหมือนมีใครสักคนปลอบใจนั้นอาจเป็นสารจากพระเจ้าก็ได้ ผมคิด
ผมรู้สึกแย่กับชีวิตในแต่ล่ะวันที่โดนการพูดจากัดจิกจากผู้คนรอบข้าง
ผมได้อ่านหนังสือรักที่แฝงความหมายของปรัชญาชีวิตตอนหนึ่ง งานแต่งงานผู้สาวของครอบครัวหนึ่ง
เจ้าผู้ซื่อสัตย์ได้กระโดดขย่ำขนมเค้กจนเละ ลูกสาวในเรื่องสั้นบ่น"เรื่องที่แย่ที่สุดในงานแต่งงาน คือเรื่องขนมเค้กแต่งงานเละก่อนงานวันแต่ง"
พูดเป็นพ่อได้ยินดังนั้นจึงตอบลูกสาวว่า "หากขนมเค้กแต่งงานเละเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในวันแต่งงาน
ฉะนั้นวันแต่งงานในวันพรุ่งนี้ของลูกพ่อ ลูกจะมีแต่เรื่องดีๆ" นั้นเป็นประโยคที่ดีที่สุดเหมือนมีใครปลอบใจผม อาจเป็นสารจากพระเจ้าก็ได้
ขอขอบคุณพระเจ้าที่ทรงมอบความบังเอิญ พลังอันแข็งแกร่งที่ให้ลูกได้เดินไปข้างหน้าได้
พระเจ้าหรือความบังเอิญนำพาให้ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้
ผมอ่านเรื่องสั้นเล่นนี้ทุกเช้า
บางครั้งอารมณ์หวนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ผมมักจะพกหนังสือประวัติส่วนบุคคลไปไหนมาไหนด้วยเสมอ
บางเวลาหยิบมันมาอ่านซ้ำ ณ ขณะนี้ผมกำลังนึกถึงตอนที่ผมอยู่ในคุกที่ประเทศตุรกี ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องชาวซีเรีย
ผมโดนรังแกเพียงเพราะผมเป็นคนจีน เพื่อนชาวซีเรียไม่ได้ต้อนรับผมเพียงคนเดียว
แม้แต่ชาวอิสลามด้วยกันอย่างชาวอิรักยังโดนกีดกัน
ผมตั้งคำถามอยู่เสมอ การที่ผู้คนหลากหลายชีวิตเดินเข้ามาในคุกแห่งนี้
นั้นเพราะเราต่างมีปัญหาต้องการใครสักคนที่ช่วยเหลือเรา
ผมหนีจากการโดนกดขี่ของผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย อิรักและซีเรียหนีภัยสงคราม
เหตุใดเพื่อนชาวซีเรียต้องสร้างกำแพงที่แบ่งเขาแบ่งเรา
เราต่างพูดให้ผู้อื่นฟังอยู่เสมอ "เราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต่างกันเพียงภาษาที่ใช้เท่านั้น"
ผมเขียนเฟซบุ๊คเกี่ยวกับชาวซีเรียเพื่อให้เพื่อนร่วมโลกช่วยเปิดประตูต้อนรับผู้อพยพ
บุคคลที่แสวงหาความสงบ หาใช่แสวงหาความร่ำรวยหรือมากอบโกยทรัพยากรในประเทศอื่น แต่ตอนนี้ผมขอเพียงพื้นที่เล็กๆ เพื่อให้ผมได้นอนสักเตียงกับพื้นที่ส่วนตัวเล็กน้อยเท่านั้น เหตุใดชาวซีเรียไม่เปิดใจให้คนต่างเผ่าพันธุ์บ้าง จนกระทั่งผมได้อ่านหนังสือเรื่องสั้น ที่ชื่อว่า “ความรักของเจ้าตูบ”
เจ้าตูบฟังดูก็รู้เป็นสุนัขตัวหนึ่ง
เจ้าตูบในเรื่องจะเกลียดแมวยิ่งกว่าอะไร
เจ้าตูบจะไล่กัดแมวเสมอไม่ว่าจะเห็นหรือไม่ ขอเพียงมันแค่ได้กลิ่นเท่านั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง แมวป่าตัวหนึ่งคาบลูกแมวมาไว้หน้าบ้าน
เจ้าของกลัวสุนัขตนเองจะชูชันขู่ น้ำลายไหล พร้อมกับเตรียมขย่ำแมว
เหมือนแมวทุกตัวที่ผ่านมา แต่บัดนี้เจ้าหมาตัวใหญ่กลับมองลูกแมวเหล่านั้น
และเข้าไปอยู่ใกล้เหมือนลูกแมวเป็นลูกของมัน
เจ้าของในเรื่องกล่าวไว้ เจ้าตูบคงนึกถึงวันแรกที่มันมาบ้านแห่งนี้
วันนั้นเป็นวันที่เจ้าตูบเป็นเพียงหมาข้างถนนเหมือนกัน มันคงต้องการพื้นที่เล็กๆสักแห่งไว้หลบแดดหลบฝน ตอนนี้เจ้าลูกแมวป่าเหล่านี้คงอยากได้พื้นที่เล็กๆเหมือนอย่างเจ้าตูบที่มาในวันแรกบ้าง แม้เพื่อนร่วมบ้านของมันจะผิดกลิ่นไปบ้างก็ตาม
ความบังเอิญหรือสารจากพระเจ้า
ที่ทำให้ผมรู้ชาวซีเรียและอิรักไม่ถูกกัน อาจจะผิดกลิ่นไปบ้าง
แตกต่างกันเรื่องความเชื่อบ้าง
แต่คุณคงลืมอะไรบ้างอย่าง เราต่างมีหัวใจเหมือนกัน
เรามักจะหวงแหงพื้นที่อันกว้างใหญ่ เพียงเพราะเรากลัวพื้นที่อยู่เหล่านั้นจะแคบลง
แต่ผมเชื่อมั่นว่า พื้นที่แคบจะทำให้เราเรียนรู้และพูดจากันและกัน
ผมอ่านเรื่องสั้นยิ่งเสียดาย นาฬิกาทรายหัวใจกำลังหมดลงเรื่อยๆ แผ่นกระดาษหนังสือที่ผมพลิกไปมา ตอนนี้ด้านซ้ายหนากว่าด้านขวามาก นั้นทำให้เวลาที่ผมจะอ่านหนังสือเล่มนี้กำลังหมดลงแล้ว
ในช่วงแรกผมทำตัวเป็นพระเจ้า มองดูเรื่องราวความรักของผู้คน
ตอนนี้ผมจะเขียนบ้าง ผู้อ่านลองเป็นพระเจ้าลองอ่านเรื่องราวชีวิตผมบ้างเช่นกัน
ตอนที่ผมหาประโยคที่ว่า "ฉันก็เป็นนักธุรกิจ ทุ่มเทและจริงจัง ซึ่งมีโอกาสรออยู่"
ผมหาประโยคที่ว่านี้ มาจากเรื่องสั้นเรื่องไหน ผมเปิดมั่วครั้งแรก อ่านเจอตอน
"เป็นโสด(แล้ว)ทำไม"
เรื่องนี้เกี่ยวกับนางหญิงผู้หนึ่ง เธอตัดสินใจรักษาพรหมจรรย์
เธอสัญญากับตัวเองจะไม่คบผู้ชายโดยมีเซกกันทันที เธอรักษาไว้ได้สองปี
เธอได้เรียนรู้ว่าการที่เธอถือตัว(พรหมจรรย์) ทำให้เธอมองผู้ชายแตกต่างจากเดิม
เธอจะมองผู้ชายด้านความคิดและสิ่งอื่นมากกว่าเมื่อก่อนที่มองเพียงภายนอกเพื่ออยากมีเพศสัมพันธ์
เรื่องนี้เหมือนมีใครสักคนกำลังสอนผม เพราะผมไม่ได้มีเซกกับใครเหมือนกัน
แต่ผมไม่ได้คิดเรื่องความโสด ผมคิดถึงแต่เรื่องปากท้องและการใช้ชีวิตในอนาคตมากกว่า
การที่หาใครสักคนมานอนเคียงข้าง เพื่อระบายความเครียดหรือพยายามหลอกตัวเองว่าตนมีคุณค่าแค่ไหนที่มีผู้อื่นมาสนใจ
หนังสือเล่มนี้สอนให้ผมรักมากกว่าตัวเองหรือแค่แฟน ครอบครัว
มันสอนให้ผมได้รักสิ่งรอบข้าง ผมอ่านความแล้วอ่านหน้าปก
ผู้เรียบเรียงเรื่องสั้นคือ kay
allenbaigh บังเอิญอีกแล้ว
คำว่าเคย์ เหมือนพระเจ้าหรือใครสักคนประชดหรือเปล่าว่าเกย์ ไม่สิ ผมคิดไว้
คนอย่างพระเจ้าจะมีนิสัยประชดอย่างนั้นหรือ ท่านคงสอนผม
ไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหนหรือเป็นอย่างไร เราล้วนมีความรักได้
หากรู้จักรักให้เป็นและเกย์มีหัวใจได้เช่นกัน มีความรักได้เฉกเช่นชายหญิงทั่วไปและเกย์สามารถรักสิ่งรอบตัวของเราได้
ผมสนใจหนังสือเล่มนี้ เห็นพิมพ์ครั้งที่ 1 ที่หน้าปก ผมพลิกมันต่อด้านใน
"พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2546"
ผมตกใจความบังเอิญอีกครั้ง พระเจ้าส่งสารให้ลูกเห็นหรือเปล่า
อาจเป็นความบังเอิญก็ได้ ลายเส้นชีวิตของผมแสนสับสนวุ่นวาย ขึ้นสูงและต่ำลงเหมือนรถไฟเหาะ
มันก็เริ่มจากปี 2546 เช่นกัน
ผมลาออกจาก scb
เมื่อตุลาคม 2546
ปีเดียวกับหนังสือที่ออกครั้งแรกเหมือนกัน
ไม่น่าเชื่อ คนรวบรวมเรื่องสั้นชื่อเคย์
แถมหนังสืออกปีเดียวกับชีวิตผมที่เริ่มแปรผัน ผู้รวมเรื่องสั้นกล่าวไว้
"ความรักเหมือนช็อคโกแลค" เพราะผู้หญิงชอบช็อคโกแลค หากผู้หญิงชอบพูด "ชอบทานช็อคโกแลค"
ผู้ชายจะไม่พูดชอบทานช็อคโกแลค ผู้ชายจะกินมันให้คุณเห็นพวกเขาชอบมันมากแค่ไหน
วันแรกที่ฝ่าเท้าผมได้สัมผัสผืนแผ่นดินไทย ผมเคยบอก
ผมปล่อยให้ลูกโป่งหัวใจลอยออกไปมันจะไปไหนก็ช่างหัวมัน เวลานี้ผมไม่รู้หรอก
หัวใจของผมลอยไปไกลถึงไหนแล้ว แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่นนี้
ผมขอดึงด้ายที่ติดระหว่างหัวใจกับข้อมือของผม ผมค่อยๆสาวด้ายลงมา ผมสาวมันลงมาแล้ว
ผมรู้แล้วผมจะเก็บหัวใจไว้ที่ไหน ผมจะเจียดหัวใจสักเสียวหนึ่งให้กับหนังสือเล่นนี้
ว่าแต่....ผมจะแต่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ชื่ออะไรดีล่ะ ผมครุ่นคิดในใจ
เรื่องสารจากพระเจ้าดีไหม ไม่สิ...พระองค์ได้รับเกียรติมากเกินแล้ว
และท่านได้ความรักจากผมมากไปเช่นกัน ผมรู้แล้วครับ ผมจะแต่งชื่อเรื่องสั้นของผม
ชื่ออะไรดี "เก็บหัวใจไว้ใกล้รัก"
ผมตั้งชื่อเรื่องสั้นเหมือนชื่อหนังสือเล่นนี้
ทุกเรื่องล้วนสอนให้ผมรักให้เป็นและรักให้ถูก หนังสือสอนให้ผมได้เรียนรู้ว่า
"เราควรเก็บหัวใจ ไว้ที่ไหนในชีวิตของเรา"
หากคุณคิดว่าผมจะแต่งเรื่องนี้แล้วจบเพียงเท่านี้ นั้นไม่ใช่แบบฉบับของผม
ผมคิดถึงลูกค้าเกย์ที่พูดจาดูหมิ่นและแสดงพฤติกรรมไร้มารยาทกับผมในช่วงที่ผมทำงาน
อันเป็นเหตุให้ผมเกลียดกระเทยและเกย์มาก
ณ บัดนี้ ผมได้ตระหนักว่าหากพี่ข้ามเพศไม่ให้ผมยืมหนังสือเล่มนี้
ผมคงไม่เคยรู้ผมจะเก็บหัวใจไว้ที่ไหน ผมเหมารวมว่าผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดไม่ได้
ผมเขียนเรื่องสั้นและอ่านมันไปอ่านมันมา ผมมองเรื่องสั้น "มันไม่สั้นนะ" ผมบอกกับตัวเอง
เป็นเรื่องยาวไหม "มันไม่ยาวสักเท่าไร" เอาเป็นว่าผมเรียกเรื่องสั้นของผมเป็นเรื่องกะทัดรัดแล้วกัน
เรื่องกะทัดรัดเรื่องนี้ ผมจะเขียนให้พี่ข้ามเพศที่ร้านกาแฟได้อ่านเป็นคนแรก
ผมจะลองขอหนังสือเล่นนี้กับพี่ข้ามเพศดู ผมชอบของฟรีซะด้วยสิ
ความสนุกของเรื่องกะทัดรัดเรื่องนี้คือ ผมจะให้พี่ข้ามเพศเขียนอีเมลตอบ
พี่จะให้หนังสือเล่นนี้กับผมหรือไม่?
ผมจะอ่านเฉลยตอนอายุสัก 60 แล้วกัน เป็นวันที่ผมอาจจะเกษียณ
เป็นวันที่ผมว่างที่สุดในชีวิต ผมจะหยิบหนังสือชีวิตส่วนบุคคลขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
แล้วลองทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ผมจะคิดถึงพี่ข้ามเพศที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง แล้วเปิดเมลสิ
พี่จะตอบผมอย่างไร
ส่วนคุณผู้อ่านไม่ต้องสนใจหรอก พี่ข้ามเพศตอบอย่างไร
ผมจะไม่มีวันบอกใครเด็ดขาด นั้นจะเป็นความลับระหว่างเราสองคน คุณคงต้องเดาทั้งชีวิตแล้วล่ะ
พี่ข้ามเพศจะให้หนังสือเล่นนี้ไหม
เรื่องกะทัดรัด “เก็บหัวใจไว้ใกล้รัก”
นบณัฐพงศ์ สุริยาโรจน์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น